ผลวิจัยเบื้องต้น ชี้ยาทางเลือกรักษาโควิด ดีกว่าฟาวิพิราเวียร์ รับอาสาสมัครเพิ่มศึกษาต่อยอด

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มวิจัยโครงการทดลองแบบสุ่มเปรียบเทียบประสิทธิภาพการรักษาโรคโควิด-19 ด้วยยาฟลูว็อกซามีน (Fluvoxamine) ยาบรอมเฮกซีน (Bromhexine) ยาไซโปรเฮปทาดีน (Cyproheptadine) และยานิโคลซาไมด์ (Niclosamide) ในการช่วยลดระยะเวลาฟื้นตัวและอัตราการเข้านอนโรงพยาบาล (รพ.) ได้เปิดเผยผลการศึกษาเบื้องต้นในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ระบุว่ายาเหล่านี้ให้ผลดีกว่าการรักษามาตรฐานด้วยยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ในปัจจุบัน พร้อมประกาศเดินหน้ารับอาสาสมัครเข้าโครงการเพิ่ม และแบ่งกลุ่มศึกษาให้ละเอียดยิ่งขึ้น

นพ.เลอชาน วรรณิกามา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และหัวหน้าทีมศึกษาการรักษาโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโครงการวิจัย “Randomized-controlled trial of the effectiveness of COVID-19 early treatment in community with Fluvoxamine, Bromhexine, Cyproheptadine, and Niclosamide in decreasing recovery time” กล่าวว่า ในการใช้ยารักษาโควิด-19 จะต้องใช้ยาที่ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสในร่างกาย และยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่ให้เกิดการอักเสบเกินจำเป็น ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อร่างกาย ทั้งนี้ ยาทางเลือกที่นำมาใช้ในการศึกษา เป็นยาที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาโรคอื่นอยู่แล้ว แต่ฤทธิ์ของยาสามารถทำให้เกิดผลทั้งสองด้านนี้ นอกจากนี้ ผลวิจัยจากหลายงานวิจัยในต่างประเทศยืนยันว่า ยามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคโควิด-19 ได้ดี คณะผู้วิจัยจึงเลือกที่จะนำมาศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยทดลองใช้รักษาอาสาสมัครในประเทศไทย

“ยาต่างๆ ที่เลือกมาใช้ ล้วนเป็นยาที่ได้รับอนุมัติโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว เป็นยาที่ใช้กันทั่วโลกมา 20-30 ปี และเรารู้แล้วว่าผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง เช่น ยาบรอมเฮกซีน หรือ ยาไซโปรเฮปทาดีน แทบไม่มีผลข้างเคียงเลย คนไข้บางคนไม่รู้สึกอะไรเลย และยาก็มีจำหน่ายโดยทั่วไป หาซื้อได้ง่าย และถูกกว่ายาต้านไวรัสใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในตลาด” นพ.เลอชาน กล่าว

ทั้งนี้ นพ.เลอชาน กล่าวว่า ภายหลังการทดลองกับอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่มาก ประมาณ 400 คน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 พบว่ายาที่ทดลองใช้ได้ผลดี

“พูดได้ว่า การรักษาของเราเหนือกว่าการรักษามาตรฐานในขณะนี้ คือ ยาฟาวิพิราเวียร์ แต่สำหรับข้อมูลที่ละเอียดผ่านการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์นั้น อาจต้องรออีก 1-2 เดือน เมื่อมีการทำรายงานผลการวิจัยออกมา นอกจากนี้ ยังติดตามคนไข้ต่อเนื่องอีก 90 วัน เพื่อดูว่ามีอาการลองโควิดเกิดขึ้นหรือไม่ หรือต้องเข้ารพ.โดยไม่จำเป็นหรือไม่ หลังจากที่โควิด-19 หายไปแล้ว อีกทั้งยังเก็บตัวอย่างเลือดของผู้เข้าร่วมบางกลุ่มเพื่อดูว่า ได้รับผลกระทบจากยาในการทดลอง ผลตอบสนองในเชิงกายวิภาคเป็นอย่างไรบ้าง และยังมีการประเมินในเชิงจิตสังคม ถามความรู้สึกของคนไข้ และนำมาเปรียบเทียบกันด้วย” นพ.เลอชาน กล่าวและว่า ขณะนี้ ทีมวิจัยจึงต้องการเปิดรับอาสาสมัครเพิ่ม และตั้งเป้าจะศึกษาในอาสาสมัครให้ครบ 1,500 คน ในขั้นต้น ซึ่งจะสามารถแบ่งกลุ่มอาสาสมัครที่รับการรักษาในแบบต่างๆ กลุ่มละอย่างน้อย 300 คน

นพ.เลอชาน กล่าวว่า ทั้งนี้ อาสาสมัครจะได้รับยาในแบบต่างๆ กัน โดยยาทางเลือกที่นำมาศึกษา ประกอบด้วย ยาฟลูว็อกซามีน ซึ่งเป็นยาต้านอาการซึมเศร้า แต่ก็มีฤทธิ์ต้านไวรัส และต้านการอักเสบด้วยในตัว ยาไซโปรเฮปทาดีน ซึ่งเป็นยาต้านอักเสบ และสามารถปรับภูมิคุ้มกันในระยะต้นของการรับเชื้อได้ด้วย ช่วยให้ไม่มีความเสียหายมากขึ้นและไม่มีการอักเสบเกินพอดี

“ในขณะที่ฟลูว็อกซามีน ใช้ในการต้านอักเสบ ต้านไวรัสไซโปรเฮปทาดีน ก็จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานสู้กับไวรัส นั่นเป็นหนึ่งในทฤษฎีที่เราอยากเอายามารวมกัน อีกกลุ่มจะรวมกับยาบรอมเฮกซีน ซึ่งเป็นยาละลายเสมหะที่ใช้กันทั่วไป แต่ก็มีฤทธิ์ต้านไวรัสและต้านการอักเสบ นอกจากนี้ ยังทดลองใช้ยานิโคลซาไมด์ ซึ่งเป็นยาฆ่าพยาธิแต่มีฤทธิ์ต้านไวรัสด้วย ซึ่งมีการศึกษาให้เห็นว่า สามารถลดการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้เป็นอย่างดี” นพ.เลอชาน กล่าวและว่า
ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่ไปซื้อยามารักษาเอง แต่จะต้องได้รับการซักประวัติและวินิจฉัยจากแพทย์ก่อน เพราะไม่ใช่คนไข้ทุกกลุ่มที่จะได้รับยาฟลูว็อกซามีน เนื่องจากคนไข้บางกลุ่มอาจจะไวต่อยาฟลูว็อกซามีน ซึ่งอาจจะมีอาการถึงชีวิตได้ หรือจากประวัติอาจจะมีอาการทางจิตเวชบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถใช้ยานี้ ดังนั้น การศึกษายาอื่นๆ ด้วย จะทำให้มีทางเลือกให้กับคนไข้ที่มีข้อห้ามใช้ในยาบางตัวมากขึ้น

นพ.เลอชาน กล่าวว่า โครงการวิจัยนี้มีคณะแพทย์และผู้ช่วยวิจัยในประเทศไทย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นเข้าร่วมกว่า 50 คน โดยโครงการวิจัยนี้ ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน รพ.ราชวิถี เลขที่เอกสารรับรอง https://clinicaltrials.gov/ct2/show/NCT05087381 และได้รับทุนสนับสนุนจาก Socialgiver และทุนวิจัยต่างๆ สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ไลน์ @2565-2565

ด้าน นพ.กติกา อรรฆศิลป์ แพทย์ชำนาญการ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ในแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทย หรือ ไกด์ไลน์ (Guideline) ก็มีการพูดถึงยาฟลูว็อกซามีน ว่า ใช้ได้ผลในคน ช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด แต่อาจต้องทำการศึกษาวิจัยนำร่องการใช้ยาด้วยระเบียบวิธีวิจัยที่ได้มาตรฐานทางวิชาการ และมีระบบติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ที่เรียกว่า randomized-controlled trial

นพ.กติกา กล่าวว่า นอกจากนี้ Harvard Medical School ก็พูดถึงยาฟลูว็อกซามีน ในไกด์ไลน์ฉบับล่าสุดด้วยว่า ได้มีการทดลองใช้ยานี้ในประเทศบราซิล ชื่อ Together Trial และผลการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง 1,500 คน พบว่า ยานี้ช่วยลดอัตราการเข้า รพ. อย่างมีนัยสำคัญ ลดระยะเวลาในการรักษาในห้องฉุกเฉิน และลดอัตราการตายได้ด้วยถ้ากินยาถูกต้องเกินร้อยละ 80 ตามที่แพทย์สั่ง ส่วนผลข้างเคียง มีปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย ซึ่ง Harvard Medical School ได้ระบุว่า ต้องการให้มีการศึกษาการใช้ยานี้อย่างจริงจังในบริบทอื่นๆ ด้วย

“ฟาวิพิราเวียร์ ต้องเข้าระบบ รพ. หากเกิดกรณีระบาดขึ้นมากๆ ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง การที่มียาทางเลือกมาช่วย ถ้ามีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือดีกว่า ก็ย่อมดีอยู่แล้ว และวงการแพทย์ในต่างประเทศก็ต้องการให้มีการศึกษาการใช้ยาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมาช่วยกันรักษาผู้ป่วยโควิด-19 และศึกษายาอื่นๆ เช่น Cyproheptadine และ Niclosamide” นพ.กติกา กล่าวและว่า หากผลการศึกษาพบว่าได้ผลดี ยาเหล่านี้อาจได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาโควิด-19 ได้ในกรณีฉุกเฉิน และถูกบรรจุในแนวทางการรักษาในประเทศต่างๆ

ขณะที่ น.ส.ณัฐชลัยกร ศิริจำรูญวิทย์ คณะทำงานติดตามประเมินผลโครงการวิจัยวัคซีนโควิด-19 สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ สธ. และคณะทำงานศูนย์ความร่วมมือภาคประชาสังคมเพื่อผู้ป่วยโควิด-19 สธ. กล่าวว่า อาสาสมัครที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องมีอายุระหว่าง 18-69 ปี และติดต่อเข้ามาภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากเริ่มมีอาการ โดยจะได้รับการประสานงานผ่านไลน์ @2565-2565 และได้รับการซักประวัติอย่างละเอียด ซึ่งเมื่อเข้าร่วมโครงการแล้ว จะมีแพทย์และผู้ช่วยวิจัยดูแล ซึ่งอาสาสมัครสามารถติดต่อแจ้งอาการและปัญหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ไม่ต้องกังวลในกรณีฉุกเฉิน แต่หากอาสาสมัครรู้สึกไม่สบายใจ ก็สามารถถอนตัวจากโครงการได้ตลอดเวลา

“ตลอด 4-5 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีกรณีเข้า รพ.หรือเกิดอาการรุนแรงขึ้นเลย โดยโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจาก รพ.ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช่น รพ.ราชวิถี รพ.วิภาวดี ดูแลครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะเดียวกัน ก็มี รพ.ธัญญารักษ์ปัตตานี และ รพ.ประสาทเชียงใหม่ ที่เข้าร่วมในฐานะศูนย์ศึกษาในต่างจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้สามารถส่งยาให้ผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยังต้องการความร่วมมือจาก รพ.ในจังหวัดอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถทำการศึกษาและดูแลอาสาสมัครในต่างจังหวัดได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมยิ่งขึ้น” น.ส.ณัฐชลัยกร กล่าว

The post ผลวิจัยเบื้องต้น ชี้ยาทางเลือกรักษาโควิด ดีกว่าฟาวิพิราเวียร์ รับอาสาสมัครเพิ่มศึกษาต่อยอด appeared first on มติชนออนไลน์.


Source: Matichon

News Reporter

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.