ปลัดคลัง ชี้ 5 ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทย เร่งรัฐลงทุนใหม่ ดันจีดีพีโต 4-5%

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทยที่ต้องก้าวข้ามนั้นมี 5 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1.ภูมิรัฐศาสตร์ โดยผลของสงครามการค้าสหรัฐอเมริกากับจีน กระทบต่อห่วงโซ่การผลิตและปริมาณการค้าโลก ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกัยยูเครน กระทบราคาพลังงานในตลาดโลก รวมทั้งเศรษฐกิจต่างประเทศ ที่มีการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการชะตัว IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2567 จะชะลอตัวลงไปอยู่ที่ 2.9% จาก 3.0% ในปีนี่ และยังต้องจับตาปัญหาช่องแคบไต้หวันและคาบสมุทรเกาหลี

นายลวรณ กล่าวว่า 2.ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเฉลี่ยลดลงต่อเนื่องตลอด 20 ปี โดยปี 2546-2550 ขยายตัวเฉลี่ย 5.6% ต่อปี ปี 2551-2555 ขยายตัวเฉลี่ย 3.3% ปี 2556-2560 ขยายตัวเฉลี่ย 1.9% ปี 2561-2565 ขยายตัวเฉลี่ย 0.9% สำหรับปี 2566 ไตรมาส 1-3 ขยายตัว 1.9% ทั้งปี 2566 กระทรวงการคลังคาดว่า จะอยู่ 2.7% และปี 2567คาดว่า 3.2% ทั้งนี้ ระยะ 20 ปี เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ย 3.2% ซึ่งช่วงก่อน 20ปี เศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวได้ 7-8% ต่อปี เพราะฉะนั้น ถ้าจะเติบโตได้ในระดับนั้น ก็นับเป็นความท้าทาย

นายลวรณ กล่าวว่า 3.การลงทุนที่ลดบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540-2541 สัดส่วนการลงทุนรวมของภาครัฐและเอกชนต่ำกว่า 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) มายาวนานถึง 25 ปี ปัจจุบันปี 2565 มูลค่าการลงทุนที่ขจัดผลของเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาท และเพิ่งกลับมาใกล้เคียงระดับเดิมเมื่อ 25 ปีที่แล้วที่ 2.7 ล้านล้านบาท

นายลวรณ กล่าวว่า 4.โครงสร้างประชากรไม่เอื้อต่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยจำนวนคนสูงอายุ 12.8 ล้านคน หรือ 19.4% ของประชากร ถ้าแตะ 20% จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ สวนทางกับเด็กเกิดใหม่เหลือ 5 แสนคน ซึ่งแล้วลดลง 25% อนาคตอาจจะขาดแคลนแรงงาน ส่งผลต่อปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและบริการและฐานภาษีในเชิงจำนวนคนลดลงเพราะมีคนทำงานน้อยลง

“คนแก่เยอะ ส่วนคนเกิดใหม่น้อย ท้าทายตลาดแรงงาน ถ้าเราอยู่กับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน เราจะก้าวข้ามความท้าทายนี้ได้อย่างไร แต่ก็เป็นโอกาสที่เราจะก้าวข้ามความท้าทายไปสู่ตลาดแรงงานที่ใช้ดิจิทัลมากขึ้น”นายลวรณ กล่าว

นายลวรณ กล่าวว่า 5.หนี้ครัวเรือนสูงเรื้อรังฉุดรั้งการบริโภค โดยหนี้ครัวเรือนปัจจุบันอยู่ที่ 90.7% ต่อจีดีพี ซึ่งสูงทะลุ 80% มาแล้ว 10 ปี ส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะครัวเรือนฐานราก หนี้ครัวเรือนที่ไม่กระทบเสถียรภาพควรอยู่ที่ 80% แต่ต้องดูไส้ในว่า หนี้ครัวเรือนเป็นหนี้อะไร เท่าที่ดูในโครงสร้างไม่มีอันตราย เพราะ 50% ของหนี้ครัวเรือน เป็นหนี้ที่มีหลักประกัน เช่น หนี้บ้าน รถ ไม่ใช่บัตรเครดิต แต่ต้องหาวิธีรับมือจริงจัง โดยรัฐบาลกำลังจะหาแนวทางแก้ไขทั้งปัญหาหนี้นอกระบบและในระบบ

นายลวรณ กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ในแง่เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยนั้น ถือว่า แข็งแกร่ง โดยทุนสำารองระหว่างประเทศสูงถึง 2.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ รองรับการนำเข้าได้ 7 เดือน ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุล 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้านอัตราเงินเฟ้อต่ำ 1.6% อยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ส่วนอัตราการว่างงานต่ำ 1%

นายลวรณ กล่าวว่า ด้านฐานะการคลังก็มีมั่นคง โดยรัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 2.66 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1.1 แสนล้านบาท หรือ 4.5% ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ส่งผลเงินคงคลัง ณ สิ้นดือนก.ย.2566 อยู่ที่ 5.39 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2566 อยู่ที่ 62.14%ต่อ จีดีพี อยู่ในกรอบ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ขณะที่ หลายประเทศหนี้สาธารณะอยู่ในระดับเกิน 100% และเสถียรภาพการเงินก็ไร้กังวล โดยเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ณ สิ้นไตรมาส 3 อยู่ที่ 19.9% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ที่ 8.5% หนี้ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) ต่อสินเชื่อรวมอยู่ในระดับต่ำที่ 2.7%

นายลวรณ กล่าวว่าสำหรับขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นแบบหน้ากระดาน โดยอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ที่ 30 ของโลก ปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับจากช่วงโควิด-19 โดยเพิ่มขึ้นทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ศักยภาพทางเศรษฐกิจดีขึ้น 18 อันดับ ประสิทธิภาพของภาครัฐดีขึ้น 7 อันดับ ประสิทธิภาพของภาครัฐดีขึ้น 7 อันดับ และโครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น 1 อันดับ เป็นข้อเท็จจริงที่ต่างชาติมอง

นายลวรณ กล่าวว่า รัฐบาลต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ โดยในระยะสั้น หลังงบประมาณแล้วเสร็จ ต้องเร่งเบิกจ่ายอัดฉีดเศรษฐกิจในระยะยาว ต้องขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจขยายตัว 4-5% อย่างต่อเนื่อง และทั่วถึง เพื่อให้ประเทศไทยรายได้สูงและไม่ลืมฐานราก ขณะเดียวกัน ต้องดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ มหภาค การคลัง และ การเงิน นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชน ต้องเร่งลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องปลุกยักษ์หลับให้กลับมามีบทบาทในการขับเคลื่อน

เศรษฐกิจไทยต้องก้าวสู่อนาคตที่มีศักยภาพและมั่นคงกว่าเดิม โดยไม่ละเลยการลงทุนเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่องทั้งในระยะสั้น-ระยะยาว ซึ่งประกอบด้วย การเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2567 ให้เสร็จตามแผนในเดือนเมษายน 2567 เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปี 2567 ใช้อีอีซีเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุน

“ที่ผ่านมา เรามองหลายประเทศเพื่อนบ้านเป็นคู่แข่ง เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่วันนี้ ประเทศเหล่านั้น ก็กำลังมีปัญหา และมีข้อจำกัด ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องอาศัยจังหวะนี้ในการเชิญชวนนักลงทุน โดยนายกรัฐมนตรีเองก็ได้เดินสายในการดึงดูดนักลงทุนหลายประเทศ” นายลวรณ กล่าว

The post ปลัดคลัง ชี้ 5 ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทย เร่งรัฐลงทุนใหม่ ดันจีดีพีโต 4-5% appeared first on มติชนออนไลน์.


Source: Matichon

News Reporter

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.